<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[สินค้า OTOP]]></title>
<link>https://trang.prd.go.th/th/content/category/index/id/306</link>
<atom:link href="https://trang.prd.go.th/th/content/category/index/id/306" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ผ้าทอนาหมื่นศรี]]></title>
<link>https://trang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/306/iid/99983</link>
<guid isPermaLink="false">f989e47d6485d491a4eae51e637b63a7</guid>
<pubDate>Wed, 08 Jun 2022 13:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong><span style="font-size:26px;">ผ้าทอนาหมื่นศรี</span></strong></p>

<p><span style="font-size:24px;"><strong>กลุ่มทอผ้านาหมื่นศรี ต.นาหมื่นศรี อ.นาโยง จ.ตรัง 92170</strong></span></p>

<h3><u>ประวัติ</u></h3>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นาหมื่นศรีเป็นชื่อตำบลหนึ่งในอำเภอนาโยง ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านผ้าทอพื้นเมืองของจังหวัดตรัง ตรังเป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ของประเทศไทยด้านฝั่งทะเลตะวันตก มีหลักฐานความเป็นมาที่ยาวนาน ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตรังเป็นเมืองท่าโบราณที่มีประวัติยาวนานนับพันปี สามารถย้อนกลับไปได้ถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ผู้คนยังไม่รู้จักสื่อสารด้วยตัวอักษร มีหลักฐานตามถ้ำเขาต่าง ๆ ว่าบรรพบุรุษของชาวตรังอาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้มาไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ - ๑๐,๐๐๐ ปี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ต่อมาเมื่อเข้าสู่สมัยความรุ่งเรืองของอาณาจักรโบราณในภาคใต้ เช่น ตามพรลิงค์ ศรีวิชัย แม่น้ำตรังเป็นหนึ่งในเส้นทางข้ามคาบสมุทรของผู้คนจากอินเดีย อาหรับ ตลอดจนยุโรป แสดงให้เห็นว่าท่าเรือเมืองตรังเป็นประตูทางผ่านศาสนา การค้าและการทูตจากต่างแดนตั้งแต่เริ่มอาณาจักรโบราณในภาคใต้ โดยเมืองตรังมีชื่อในฐานะเป็นหนึ่งในเมือง ๑๒ นักษัตร ของนครศรีธรรมราช ในอดีต เมืองตรังมักจะถูกกล่าวชื่อในฐานะส่วนหนึ่งของนครศรีธรรมราชมาตลอด จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงได้เปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งของหัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันตก และต่อมาเมื่อมีระบบมณฑลเทศาภิบาล ตรังอยู่ในการปกครองของมณฑลภูเก็ต หลังการประกาศยุบเลิกระบบมณฑลเทศาภิบาล ตรังเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยมาจนปัจจุบัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผ้ายกเป็นที่นิยมในราชสำนักและแวดวงสังคมชั้นสูง จากเอกสารจดหมายเหตุ พระราชกิจรายวันวันที่ 29 มิถุนายน 2458 กล่าวถึงในสมัยที่รัชกาล ที่ 6 เสด็จจังหวัดตรัง ว่า &ldquo;สมุหเทศาภิบาลมณฑลได้ทรงจัดผ้าพรรณทุกอย่างซึ่งเป็นของทำในพื้นบ้าน เช่น ผ้ายก ผ้าราชวัตร ผ้าตาสมุก ผ้าคาด ผ้าเช็ดหน้า ถวายประทานแจกแก่ข้าราชการตามสมควร&rdquo; และได้ปรากฎหลักฐานจากจดหมายเหตุว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.ศ.128 ได้ทอดพระเนตรผ้าทอที่เมืองตรัง ข้อความตอนหนึ่งว่า &quot;ใต้ถุนเรือนใช้เป็นที่หัดทอผ้ามีผู้หญิงมาหัดทอมาก&quot; ย่อมแสดงว่าผ้าทอเมืองตรังมีมาก รวมทั้งในชุมชนนาหมื่นศรีด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จากเอกสารจดหมายเหตุ พระราชกิจรายวันวันที่ 29 มิถุนายน 2458 กล่าวถึงในสมัยที่รัชกาล ที่ 6 เสด็จจังหวัดตรัง ว่า &ldquo;สมุหเทศาภิบาลมณฑล ได้ทรงจัดผ้าพรรณทุกอย่างซึ่งเป็นของทำในพื้นบ้าน เช่น ผ้ายก ผ้าราชวัตร ผ้าตาสมุก ผ้าคาด ผ้าเช็ดหน้า ถวายประทานแจกแก่ข้าราชการตามสมควร&rdquo; และได้ปรากฎหลักฐานจากจดหมายเหตุว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.ศ.128 ได้ทอดพระเนตรผ้าทอที่เมืองตรัง ข้อความตอนหนึ่งว่า &quot;ใต้ถุนเรือนใช้เป็นที่หัดทอผ้ามีผู้หญิงมาหัดทอมาก&quot; ย่อมแสดงว่าผ้าทอเมืองตรังมีมาก รวมทั้งในชุมชนนาหมื่นศรีด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จากคำบอกเล่าของคนเฒ่า คนแก่แห่งบ้านนาหมื่นศรี ทำให้รู้ว่าการทอผ้าได้ขาดหายไปช่วงหนึ่งในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองเพราะขาดเส้นด้ายที่จะใช้ทำวัตถุดิบ รวมทั้งการทอผ้าประจำบ้านที่ใช้วัสดุธรรมชาติปั่นฝ้ายย้อมสีเองก็ลดลง เนื่องจากการมีเส้นใยย้อมสีสำเร็จรูปเข้ามาแทนที่ หรือการมีผ้าจากโรงงานและเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่สามารถซื้อได้ง่ายกว่าการลงมือทอเอง การทอผ้านาหมื่นศรีฟื้นคืนมาอีกครั้งเมื่อราว พ.ศ.2514 โดยยายนาง ช่วยรอด คนดั้งเดิมของหมู่บ้านรวบรวมคนทอผ้าอายุรุ่นเดียวกัน ได้ 3 คน คือ ยายผอม ขุนทอง ยายอิน เชยชื่นจิตร และยายเฉิ่ม ชูบัว ช่วยกันซ่อมแซม กี่ กับเครื่องมือเก่าๆ ให้ใช้การได้แล้วลงมือทอผ้าด้วยความตั้งใจว่าจะให้ลูกหลานได้รู้จักผ้าทอและวิธีทอผ้าแบบดั้งเดิม ต่อมา นางกุศล นิลลออ บุตรสาวของยายนาง เป็นผู้รับช่วงกิจกรรมงานทอผ้า จากนั้นหน่วยงานราชการได้ให้ความสนใจและเข้ามาส่งเสริม</p>

<p><img alt="" src="https://trang.prd.go.th/cms/s114/u602/สินค้า OTOP/ผ้าทอนาหมื่นศรี.jpg" style="width: 500px; height: 326px;" /></p>

<h3><u>ลวดลายและกรรมวิธีการทอ</u></h3>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผ้าทอนาหมื่นศรี แบ่งตามลักษณะโครงสร้างของผืนผ้า ได้ 3 ชนิด ได้แก่ ผ้าพื้น ผ้าตา และ ผ้ายกดอก ซึ่งแต่ละชนิดแบ่งย่อยเป็นชื่อลายต่างๆได้อีกหลายลาย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ผ้าพื้น</strong>&nbsp;เป็นผ้าที่ใช้ด้ายยืนสีเดียว มีผ้าพื้นธรรมดา แบ่งเป็นผ้าพื้นสีเรียบและผ้าพื้นสีเหลือบ ผ้าหางกระรอก และผ้าล่อง หรือผ้าริ้ว มีลายต่างๆ ได้แก่ ลายหัวพลู ลายดอกเข็ม ลายดอกข่อย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ผ้าตา</strong>&nbsp;เป็นผ้าที่ใช้ด้ายยืนสลับกันตั้งแต่สองสีขึ้นไป ลายตาสมุก ลายลูกโซ่ตาราง ลายตานก และ ลายดอกมุด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ผ้ายกดอก</strong>&nbsp;เป็นผ้าที่ใช้ด้ายพุ่ง 2 ชนิด เกิดจากการทอด้วยวิธียกดอก หรือการสร้างลวดลาย โดยการเพิ่มด้ายพุ่ง มักใช้ลวดลายดั้งเดิมที่มีความซับซ้อน ใช้จำนวนตะกอ (เขา) มาก ในอดีตมีการทอผ้าเป็นคำสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีจำนวนตะกอนับร้อย ลวดลายเฉพาะของผ้ายกนาหมื่นศรี ได้แก่ ลายลูกแก้ว ลายแก้วชิงดวง ลายลูกแก้วโข่ง ลายลูกแก้วสี่หน่วยใน ลายราชวัตร ลายดอกจัน ลายเกสร ลายดอกกก ลายดอกพิกุล ปัจจุบันมีลวดลายที่นิยมทอเพิ่มอีกกว่า 30 ลาย เช่น ลายพิกุลแก้ว ลายดาวล้อมเดือน ลายลูกแก้วลูกศร ลายขนมเปียกปูน ลายลูกหวาย ลายจัตุรัส ลายดาวล้อมเดือน ลายช่อมาลัย ลายช่อลอกอ ลายดอกมะพร้าว ลายดอกเทืยน ลายท้ายมังคุด ลายเม็ดแตง ลายข้าวหลามตัด ลายราชวัตรห้อง ลายทีนัด ลายครุฑ ลายนกเหวก(นกการะเวก) ลายตุ๊กตาถือดอกบัว ลายกินรี ลายตัวหนังสือ และลายประสม</p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ลายดอกพิกุล&nbsp;</strong>เป็นลวดลายผ้าโบราณที่มีการออกแบบสำหรับทอผ้ายกลำพูนในอดีต ซึ่งต่อมาได้มีการออกแบบลวดลายดอกพิกุลที่หลากหลายขึ้น เช่น พิกุลเครือ พิกุลมีขอบ พิกุลก้านแย่ง พิกุลเชิงใหญ่ พิกุลถมเกสร พิกุลเล็ก พิกุลใหญ่ พิกุลสมเด็จ และพิกุลกลม เป็นต้น ซึ่งแต่ละลวดลายจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันคือ ขนาดของดอกพิกุล และสีสันของเส้นไหมหรือดิ้นเงิน ดิ้นทองที่กำหนดลงไปให้แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มลวดลายอื่นๆ ลงไปประกอบกับดอกพิกุลเช่น การเพิ่มกลีบ ก้าน ใบ เกสร และการเพิ่มเหลี่ยมของดอกพิกุล เป็นต้น เนื่องด้วยลายดอกพิกุลเป็นลวดลายโบราณที่เป็นเอกลักษณ์ของผ้ายกลำพูน และเป็นที่รู้จักของคนส่วนมาก ดังนั้นผู้ออกแบบจึงนิยมนำลายดอกพิกุลมาผสมผสานกับลวดลายประยุกต์อื่นๆ เพื่อคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของผ้ายกลำพูนให้ดำรงอยู่สืบไป</p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กี่ที่ใช้ทอผ้านาหมื่นศรีมี 2 ชนิด ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>1. กี่พื้นเมือง</strong>&nbsp;การทอผ้าของชาวบ้านนาหมื่นศรีในอดีตมักจะทอด้วยหูกซึ่งเป็นกี่ทอผ้าแบบพื้นเมือง เป็นกี่ขนาดเล็ก ในภาคใต้ช่างทอเรียกกันว่า กี่เตี้ย การสอดเส้นพุ่งจะใช้ &ldquo;ตรน&rdquo; ที่ทำมาจากไม้ไผ่ลำเล็กๆแทนกระสวย ปัจจุบันกี่แบบนี้มักจะทอผ้าบางชนิดเท่านั้น ส่วนใหญ่จะทอเป็นผ้าเช็ดหน้า ผ้าพานช้าง (ใช้ในพิธีศพ) ผ้าสไบ ทั้งนี้เพราะกี่ประเภทนี้เป็นกี่ขนาดเล็ก ทอผ้าได้ช้า ลายที่ทอส่วนใหญ่เป็นลายลูกแก้ว และลูกแก้วชิงดวง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>2. กี่กระตุก</strong>&nbsp;เป็นกี่ทอผ้าชนิดหนึ่งที่มีสายกระตุกเพื่อให้กระสวยพุ่งไปได้เอง ชาวนาหมื่นศรีจะทอด้วยกี่กระตุกสำหรับผ้าที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกี่ที่ทอได้เร็วและสามารถทอผ้าหน้ากว้าง ๆ ได้ ขณะที่ทอมือและเท้าจะสัมพันธ์กัน และทอได้เร็วกว่ากี่พื้นเมือง ส่วนใหญ่จะทอผ้าโสร่ง ผ้าขาวม้า มีลายต่าง ๆ เช่น ลายตาหมากรุก ลายหางกระรอก ลายดอกจัน</p>

<p>&nbsp;ลักษณะพิเศษ ของผ้าทอนาหมื่นศรี ได้แก่ โครงสร้างของผืนผ้า ลวดลายและสี ผู้ทอที่มีฝีมือจะนำลายหลายๆลายมารวมไว้ เช่น ลายลูกแก้วใหญ่ ลายลูกแก้วสี่หน่วยใน ลายดอกจัน บางผืนประสมเฉพาะชุดลูกแก้ว เป็นต้น ส่วนที่เป็นเอกลักษณ์ด้านสี ถ้าเป็นประเภทผ้าห่ม และผ้าเช็ดหน้ายกดอก ที่ทอขึ้นใช้เองหรือให้แก่กัน จะใช้ด้ายยืนสีแดง ยกดอกสีเหลือง มีบ้างที่ยกดอกสีขาวหรือสีเขียว หากเป็นผ้าทอเพื่อขาย พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงสีด้ายยืน และด้ายพุ่งตามความต้องการตลาด และในกรณีทอใช้เอง ยังคงเป็นสีแดงเหลืองไม่เปลี่ยนแปลง</p>

<p><img alt="" src="https://trang.prd.go.th/cms/s114/u602/สินค้า OTOP/ผ้าทอนาหมื่นศรี2.jpg" style="width: 500px; height: 368px;" /></p>

<h3><u>การนำไปใช้ประโยชน์</u></h3>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผ้าทอนาหมื่นศรี มีการทอหลายรูปแบบตามประโยชน์ใช้สอย ได้แก่ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าสำหรับนุ่งห่ม เช่น ผ้าผืนยาวสำหรับโจงกระเบน ผ้าถุง ผ้าโสร่ง ผ้าขาวม้า ผ้าเบี่ยงหรือผ้าสไบ และผ้าทอด้วยจุดประสงค์พิเศษ เช่น ผ้าพานช้าง ผ้าอาสนะ และผ้าตั้ง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผ้าพานช้าง เป็นผ้าที่ทอเป็นผ้าเช็ดหน้าต่อกันยาวๆ จำนวน ๘ &ndash; ๑๒ ผืน พับทบกันเป็น ๔ ทบ วางบนพานและพาดขึ้นไปบนหีบศพก่อนเผา ผ้าพานช้างจะทอเป็นตัวอักษรเรียงเป็นบรรทัด เป็นคำกลอนหรือโคลงประวัติผู้ตาย มีคติสอนใจให้ยึดมั่นในคุณความดี เป็นมรณานุสติ เมื่อเผาศพแล้ว เจ้าภาพจะตัดแบ่งผ้าพานช้างออกเป็นชิ้น ๆ ถวายพระ เพื่อใช้เป็นผ้าเช็ดปาก เช็ดมือ หรือแจกญาติพี่น้อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผ้าเบี่ยงหรือผ้าสไบ ทอสำหรับใช้พาดบ่าห่มเฉียงไหล่ นิยมใช้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุมักใช้ห่มไปทำบุญที่วัดหรือไปงานพิธีต่าง ๆ หรือเจ้าบ่าวเจ้าสาวใช้ห้อยไหล่ในพิธีแต่งงาน ผ้าเบี่ยงนิยมทอเป็นลายลูกแก้วเชิงเป็นสีไม่มีลาย สีที่นิยมกันคือพื้นสีแดงลายสีเหลืองทอง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผ้าขาวม้า ชาวบ้านภาคใต้นิยมมีผ้าขาวม้าไว้ติดประจำตัว สำหรับใช้เอนกประสงค์ ผ้าขาวม้าของนาหมื่นศรีทอจากฝ้าย มีขนาดใหญ่กว่าผ้าขาวม้าทั่วไปเนื่องจากใช้เป็นผ้าห่มและผ้าห้อยไหล่ของคนเฒ่าคนแก่ขณะไปงานพิธีต่างๆด้วย และมีความประณีตงดงามโดยส่วนกลางผืนจะทอสลับสีเป็นลายราชวัตรที่ละเอียดประณีต (ผ้าขาวม้าลายราชวัตร) มีลายยกสลับเป็นเชิงคั่นก่อนถึงชายหรือเชิงผ้าซึ่งทอเป็นริ้ว ขอบริมผ้านิยมใช้สีแดง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ปัจจุบันผ้าทอนาหมื่นศรี ทอเป็นผ้าใช้สำหรับตัดเสื้อได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ทั้งยังทอเป็นผ้าถุง ผ้าโสร่ง สำหรับนุ่งด้วย</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://qsds.go.th/silkcotton/k_23.php">https://qsds.go.th/silkcotton/k_23.php</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://trang.prd.go.th/th/file/get/file/20220608c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b130537.jpg' type='image/jpg' length='15623' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กะปิท่าข้าม]]></title>
<link>https://trang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/306/iid/99972</link>
<guid isPermaLink="false">66c2a16b6d3db70e836610444f96612b</guid>
<pubDate>Wed, 08 Jun 2022 12:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong><span style="font-size:24px;">กะปิท่าข้าม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง&nbsp;</span></strong></p>

<p>กะปิท่าข้าม ผลิตภัณฑ์ OTOP ขึ้นชื่อของจังหวัดตรัง ผลิตขึ้นมาโดยภูมิปัญญาชาวบ้านในตำบลท่าข้าม ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน และมีสภาพพื้นที่ติดกับทะเลอันดามันทางฝั่งทิศใต้ โดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นที่มีคุณภาพและผลิตขึ้นมาเอง ด้วยความโดดเด่นในหลาย ๆ ด้าน ทั้งตัว &quot;เคย&quot; ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่นำมาทำ กะปิ รวมทั้งกระบวนการผลิตที่สะอาด ถูกหลักอนามัย โด่งดังไปไกลถึงต่างแดนเลยทีเดียว</p>

<p>ประธานกลุ่มกะปิบ้านควนล้ำเพชร หรือกลุ่มกะปิท่าข้าม ผลิตภัณฑ์โอทอปขึ้นชื่อของ จ.ตรัง กล่าวว่า ด้วยความโดดเด่นในหลายๆ ด้าน ทั้งตัวเคยซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่นำมาทำกะปิ รวมทั้งกระบวนการผลิตที่สะอาด ถูกหลักอนามัย และดูแลเอาใจใส่ทุกขั้นตอน ซึ่งไม่มีการผสมสารปนเปื้อนทุกชนิดลงไป เช่น สีย้อมผ้า สีผสมอาหาร สารกันบูด ทำให้กะปิท่าข้าม ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร และมีการสั่งซื้อสินค้ามาจากทั่วประเทศ รวมทั้งในบางประเทศ เช่น เยอรมนี เดนมาร์ก แต่ไม่สามารถผลิตส่งให้ได้เพราะบางช่วงขาดแคลนวัตถุดิบ</p>

<p>กะปิท่าข้าม ผลิตขึ้นมาโดยภูมิปัญญาชาวบ้านในตำบลท่าข้าม ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน และมีสภาพพื้นที่ติดกับทะเลอันดามันทางฝั่งทิศใต้ โดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นที่มีคุณภาพ และผลิตขึ้นมาเอง เช่น น้ำตาล เกลือ จึงไม่อันตรายต่อผู้บริโภค ส่วนตัวเคยก็มีทั้งสีสัน และรสชาติที่แปลกแตกต่างไปจากที่อื่น โดยไม่ต้องใช้สารแต่งสี ปรุงกลิ่น ทำให้กะปิ หรือเคยเป็นที่ถูกปากผู้บริโภค เพราะนำไปปรุงอาหารได้อร่อย เพียงแต่ในปีหนึ่งจะมีตัวเคยให้จับแค่ 6-7 เดือน เฉพาะช่วงต้นหน้าฝน ถึงต้นหน้าหนาวเท่านั้น ขณะที่กรรมวิธีก็มีความละเอียด และพิถีพิถันอย่างมาก</p>

<p><img alt="" src="https://trang.prd.go.th/cms/s114/u602/สินค้า OTOP/กะปีท่าข้าม1.jpg" style="width: 433px; height: 433px;" /><br />
<br />
สำหรับกะปิท่าข้าม เริ่มต้นผลิตโดยการนำตัวเคยมาชะล้างทำความสะอาดด้วยน้ำทะเล กำจัดสิ่งแปลกปลอมออกไป ก่อนนำมาคลุกเคล้ากับเกลือ และขยำให้เข้ากัน แล้วนำไปตากแดดประมาณ 2-3 ชั่วโมง จากนั้นนำมาคลุกเคล้ากับน้ำตาล พร้อมตำ หรือบดให้เข้ากัน แล้วนำไปอัดให้แน่นในภาชนะ ก่อนหมักทิ้งไว้นานประมาณ 3-4 คืน แล้วนำออกมาตากแดดประมาณ 4-5 ชั่วโมง พร้อมตำ หรือบดให้เข้ากันอีกรอบ ก็สามารถนำเคยไปปั้นเป็นก้อนๆ ตามขนาดที่ต้องการ หรือบรรจุใส่ภาชนะต่างๆ ซึ่งผู้ซื้อสามารถนำไปบริโภคได้ยาวนานนับปี หรืออาจจะมากกว่านั้น หากเก็บไว้ในตู้เย็น</p>

<p>กะปิท่าข้าม ผลิตขึ้นมาโดยภูมิปัญญาชาวบ้านในตำบลท่าข้าม ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน และมีสภาพพื้นที่ติดกับทะเลอันดามันทางฝั่งทิศใต้ โดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นที่มีคุณภาพ และผลิตขึ้นมาเอง เช่น น้ำตาล เกลือ จึงไม่อันตรายต่อผู้บริโภค ส่วนตัวเคยก็มีทั้งสีสัน และรสชาติที่แปลกแตกต่างไปจากที่อื่น โดยไม่ต้องใช้สารแต่งสี ปรุงกลิ่น ทำให้กะปิ หรือเคยเป็นที่ถูกปากผู้บริโภค เพราะนำไปปรุงอาหารได้อร่อย เพียงแต่ในปีหนึ่งจะมีตัวเคยให้จับแค่ 6-7 เดือน เฉพาะช่วงต้นหน้าฝน ถึงต้นหน้าหนาวเท่านั้น ขณะที่กรรมวิธีก็มีความละเอียด และพิถีพิถันอย่างมาก<br />
<br />
<strong>สำหรับกะปิท่าข้าม เริ่มต้นผลิตโดยการนำตัวเคยมาชะล้างทำความสะอาดด้วยน้ำทะเล กำจัดสิ่งแปลกปลอมออกไป ก่อนนำมาคลุกเคล้ากับเกลือ และขยำให้เข้ากัน แล้วนำไปตากแดดประมาณ 2-3 ชั่วโมง จากนั้นนำมาคลุกเคล้ากับน้ำตาล พร้อมตำ หรือบดให้เข้ากัน แล้วนำไปอัดให้แน่นในภาชนะ ก่อนหมักทิ้งไว้นานประมาณ 3-4 คืน แล้วนำออกมาตากแดดประมาณ 4-5 ชั่วโมง พร้อมตำ หรือบดให้เข้ากันอีกรอบ ก็สามารถนำเคยไปปั้นเป็นก้อนๆ ตามขนาดที่ต้องการ หรือบรรจุใส่ภาชนะต่างๆ ซึ่งผู้ซื้อสามารถนำไปบริโภคได้ยาวนานนับปี หรืออาจจะมากกว่านั้น หากเก็บไว้ในตู้เย็น</strong></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://mgronline.com/south/detail/9590000024553">https://mgronline.com/south/detail/9590000024553</a></p>

<p><a href="https://ww2.trang.go.th/otop2/detail/7/data.html">https://ww2.trang.go.th/otop2/detail/7/data.html</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://trang.prd.go.th/th/file/get/file/20220608d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e125041.jpg' type='image/jpg' length='163042' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ผ้าปาเต๊ะเพ้นท์]]></title>
<link>https://trang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/306/iid/99899</link>
<guid isPermaLink="false">b29c0a0ebde9093ccc7ae92a4c22c4ca</guid>
<pubDate>Wed, 08 Jun 2022 10:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h1><u><span style="font-size:26px;"><strong>ผ้าบาติก หรือ ผ้าบาเต๊ะ</strong></span></u></h1>

<p><span style="font-size:24px;"><strong>กลุ่มผ้าปาเต๊ะเพ้นท์ ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง&nbsp;โดดเด่นด้านการรวมกลุ่มสตรีทุกวัยในชุมชน ให้มีกิจกรรมร่วมกันและสร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัด สามารถส่งขายไปทั่วประเทศ รวมทั้งของฝากไปถึงต่างประเทศ สร้างรายได้ สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน</strong></span></p>

<p>กลุ่มผ้าปาเต๊ะเพ้นท์ หมู่ที่ 5 ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ยิ่งเติบโตเข้มแข็งต่อเนื่อง ด้วยฝีมือของสมาชิกกลุ่มทั้ง คนวัยทำงาน วัยชรา และวัยรุ่นหนุ่มสาว ที่เข้ามาเป็นสมาชิก โดยฝีมือการฝึกอบรม และถ่ายทอดวิชาการเพ้นท์ และปักผ้าด้วยงานฝีมือที่ประณีตสวยงาม ของนางราตรี เอ้งฉ้วน อายุ 57 ปี ประธานกลุ่มฯ ซึ่งสมาชิกในกลุ่มดังกล่าว มีอาชีพประมงพื้นบ้าน กรีดยางพารา แต่จะเอาเวลาว่างหลังเลิกงานมารวมกลุ่มกันทำงานให้ทันตามออร์เดอร์ของลูกค้าที่มีเข้ามา โดยเฉพาะใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่และวันวาเลนไทน์ จะมียอดสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมาก และบางส่วนต้องผลิตไว้เตรียมพร้อมรองรับความต้องการ ทำให้สมาชิกกลุ่มต้องเร่งมือกันทำงาน โดยเฉพาะบางคนยังเป็นนักศึกษา แต่ชื่นชอบในงานศิลปะจึงเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่ม และทำงานร่วมกัน โดยกลุ่มซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ได้มุ่งเน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์ผ้าปาเต๊ะ ต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สร้างรายได้แก่สมาชิกตลอดเวลา ทั้งการเลือกผ้าลวดลายใหม่ๆให้ตรงความต้องการของลูกค้า เพื่อนำเพ้นท์ผ้า ด้วยสีสันต่างๆอย่างประณีตและสวยงาม เช่นเดียวกับงานปัก ก็จะมีการเพิ่มลูกปัดขนาดและสีสันต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เสริมความระยิบระยับ ทำให้สินค้าที่ได้จากผืนผ้าปาเต๊ะธรรมดาๆ โดดเด่น เพิ่มมูลค่าให้แต่ละผืนได้มากขึ้น ถูกใจลูกค้าที่เดินเข้ามาเลือกซื้อไม่ขาดสาย ทั้งซื้อเพื่อเป็นของฝาก รวมทั้งสวมใส่ทำงาน หรือออกงาน ทั้งแบบเดี่ยว และเป็นแบบธีม รวมทั้งยังมีคณะศึกษาดูงานจากหลายจังหวัดในภาคใต้เดินทางมาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ สมาชิกในกลุ่มที่ทำงานทั้งงานปัก และงานเพ้นท์นั้น ก็ยังมีน้องๆ วัยรุ่น นักเรียน นักศึกษาเข้าร่วมเป็นสมาชิกด้วย ซึ่งต่างก็รู้สึกภาคภูมิใจที่ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มในการผลิตผ้าปาเต๊ะเพ้นท์ จนมีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับรางวัลเป็นสินค้า OTOP ระดับ 5 ดาวของจังหวัดตรังด้วย นอกจากนั้นในกลุ่ม ขณะนี้ยังต่อยอดด้วยการส่งผ้าปาเต๊ะเพ้นท์ และปัก ของกลุ่มไปตัดเป็นกระเป๋าถือ กระเป๋าสะพายเก๋ๆ สำหรับคนวัยทำงาน และวัยรุ่น ที่มีรูปแบบให้เลือกซื้อได้หลากหลายอีกด้วย</p>

<p><img alt="" src="https://trang.prd.go.th/cms/s114/u602/สินค้า OTOP/ผ้าปาเต๊ะเพ้นท์1.jpg" style="width: 535px; height: 406px;" /></p>

<p>ประธานกลุ่มฯกล่าวว่า จะต้องเริ่มจากการคัดเลือกลวดลายผ้าที่ผ่านการเพ้นท์ การปักแล้ว จากนั้นส่งไปออกแบบ เมื่อได้แบบก็ส่งไปให้โรงงานตัดให้ตามแบบ เนื่องจากทางกลุ่มยังไม่สามารถตัดเองได้ เพราะต้องอาศัยเครื่องจักร จึงต้องส่งไปให้โรงงานตัดให้แล้วส่งกลับมาจำหน่าย ปรากฏว่าได้รับความสนจากลูกค้าเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่ ทางกลุ่มก็เตรียมตัวเต็มที่และเร่งทำงาน ทั้งงานเพ้นท์ งานปัก และลวดลายผ้าปาเต๊ะ เพื่อให้เพียงพอรองรับลูกค้า รวมทั้งกระเป๋า ซึ่งหลังวางจำหน่ายปรากฏว่ากำลังซื้อมีมาก จึงเป็นที่ต้องการ จึงต้องเร่งมือผลิตไว้ เพราะผ้าปาเต๊ะเป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้ และเสน่ห์ของผ้าปาเต๊ะจะสวยงามมาก โดยเฉพาะหากนำมาเพิ่มงานปัก เพิ่มสีสันงานเพ้นท์ลวดลาย เพิ่มงานฝีมือเสริมลูกปัดและเครื่องประดับให้ระยิบระยับเล่นไฟกลางคืน หรืองานแต่งงาน งานขันหมาก ชุดธีมขององค์กร หน่วยงาน และโรงเรียนต่างๆ ก็สั่งซื้อผ้าปาเต๊ะจากกลุ่มเกือบทั้งหมด จากเดิมคนเคยยึดติดว่า ผ้าปาเต๊ะใส่แล้วแก่ แต่กลุ่มมองเห็นคุณค่าที่คนรุ่นก่อนสร้างเอาไว้ให้เป็นมรดก จึงหันมาสืบทอด ทั้งนี้ จุดเด่นผ้าปาเต๊ะของกลุ่ม คือ จะคัดเลือกผ้าปาเต๊ะลายใหม่ๆตลอดเวลา ใส่แล้วสวย มีคุณค่าและไม่เหมือนใคร ราคาจะมีทุกกลุ่มลูกค้า คือ ตั้งแต่ 600 &ndash; 5,000 บาท เลือกซื้อได้ตามเหมาะสมของกลุ่มลูกค้า หรือรับเพ้นท์ รับปัก ตามลวดลายออร์เดอร์ที่ต้องการ ส่วนกระเป๋า จะเลือกเฉพาะกระเป๋าผ้าปาเต๊ะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมย่อยสลายได้ ราคามีตั้งแต่หลักไม่ถึงร้อยบาท หรือ 150 &ndash; 1,500 บาท ขึ้นอยู่กับลวดลายผ้าและรูปแบบของกระเป๋า โดยทั้งหมดวางจำหน่ายที่กลุ่ม ส่งขายออนไลน์ไปทั่วประเทศ รวมทั้งเป็นของฝากไปถึงต่างประเทศ โดยกลุ่มผ้าปาเต๊ะเพ้นท์ ต.ท่าข้าม ปัจจุบันมีหลายคนสนใจเข้ามาลงหุ้นคนละ 200 บาท รวมทั้งหมด 24 คน ส่วนเงินปันผลอาจจะได้ไม่มาก แต่ที่ผ่านมาเงินปันผลที่ได้จะใช้สำหรับการเป็นค่าใช้จ่ายในการไปศึกษาดูงาน เพื่อมาต่อยอดงานของกลุ่ม ซึ่งถือเป็นกำไรของทุกคน</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.77kaoded.com/news/mydear/1999696">https://www.77kaoded.com/news/mydear/1999696</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://trang.prd.go.th/th/file/get/file/20220608d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e103204.jpg' type='image/jpg' length='454837' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[มีดพร้านาป้อ]]></title>
<link>https://trang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/306/iid/99895</link>
<guid isPermaLink="false">702c222afdabcef15344d8cc56f829a2</guid>
<pubDate>Wed, 08 Jun 2022 10:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong><span style="font-size:26px;">มีดพร้าบ้านนาป้อ</span></strong></p>

<p><span style="font-size:24px;"><strong>ตั้งอยู่หมู่ที่ ๘ ตำบลควนปริง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง</strong></span></p>

<p>มีดพร้าบ้านนาป้อ เป็นสินค้าชุมชนอีกตัวหนึ่งที่มีคุณภาพ เป็นที่รู้จักของชาวสวน ชาวนา ชาวไร่ บ้านนาป้อเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๘ ตำบลควนปริง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง บ้านนาป้อนั้นผลิตมีดพร้ามามากกว่า ๓๐๐ ปี เป็นมีดที่ผลิตสำหรับชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ใช้ในเกษตรและชีวิตในประจำวัน นอกจากมีดพร้าแล้วชุมชนที่นี่ยังผลิตเครื่องมือทางเกษตรต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น จอบ เสียม คราด ชะแลง ขวาน และอื่น ๆ จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน หมู่บ้านนาป้อ มีชื่อเสียงในเรื่องการผลิตมีดพร้า ทุกคนในครัวเรือนจะผลิตมีดพร้ากัน คนที่ริเริมหรือเป็นต้นตำรับ คือนายเด่น ชิตจันทร์ หรือบังเด่น ที่คนนาป้อและคนทั่ว ๆ ไปรู้จักเป็นอย่างดี&nbsp;&nbsp;มีดพร้าบ้านนาป้อตามตำนานเล่าว่ามีชาย ๒ คน ชื่อนายเพชรกับนายคง ต้อนวัวควายไปขายที่กันตัง ระหว่างทางนั่งพักเหนื่อยใต้ต้นจากนั้นก็หลับไปทั้ง ๒ คน พอตื่นขึ้นมาก็เห็นเรือลำหนึ่งซึ่งจวนจะพังแล้วจอดทิ้งอยู่ จึงได้ถอนเอาตะปูเรือกลับมาด้วย จากนั้นลองเอาตะปูโยนใส่เข้าไปในเตาไฟ เหล็กตะปูเรือก็กลายเป็นเหล็กแหลม นำไปใช้เจาะดินหยอดเมล็ดพืชในการเพาะปลูก ต่อมาก็ได้ทดลองหาเหล็กมาเผาและตีเป็นรูปทรงต่าง ๆ ทำเป็นเครื่องมือทางการเกษตร และเครื่องใช้ในชีวิตประจำที่หลากหลาย ทำให้ชีวิตความเป็นของคนในหมู่บ้านดีขึ้นตามลำดับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;เอกลักษณ์ของมีดพร้านาป้อที่มีชื่อเสียงเลื่องลือก็คือคุณภาพความคม ความแข็งแกร่งและความทนทาน จนมีคำเปรียบเปรยว่า &ldquo;กินเหมือนมีดพร้านาป้อ&rdquo; ซึ่งหมายถึงว่าเวลาตัดไม้หรือกรีดยางจะกินเนื้อไม้หรือต้นยางได้ง่ายเพราะมีความคมมาก&rdquo;</p>

<p><img alt="" src="https://trang.prd.go.th/cms/s114/u602/สินค้า OTOP/มีดพร้านาป้อ1.jpg" style="width: 980px; height: 735px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><strong>ลักษณะของภูมิปัญญาของมีดพร้านาป้อ</strong></span></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มีดพร้าใช้ในการตัด สับ ฟัน เหลากิ่งไม้ หวดหญ้า ตัดเถาวัลย์ ถางป่า และเป็นอาวุธ ลักษณะของมีดพร้านั้นจะมีคมมีด ส่วนปลายไม่เรียวแหลมเหมือนปลายมีด จึงเรียกว่าหัวพร้า&nbsp;มีดพร้ามีลักษณะแตกต่างกันคือพร้าหัวงอ มีลักษณะหัวพร้าโค้งงอซึ่งเรียกว่าจะงอย ใช้ในการเกี่ยวหญ้า หรือเกี่ยวเถาวัลย์ ให้มารวมกันก่อนที่จะใช้คมพร้าหรือเครื่องมือมีคมอย่างอื่นตัดให้ขาด และอีกลักษณะคือพร้าลืมงอ มีลักษณะหัวโค้งงอใช้ประโยชน์ในการตัด การฟัน และใช้เป็นอาวุธป้องกันตัว ส่วนด้ามของมีดพร้าอาจทำด้วยไม้หรือเหล็กก็ได้ การสืบทอดภูมิปัญญาในการทำมีดพร้านาป้อ มีคุณลักษณะพิเศษคือ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๑.๑ การทำมีดพร้า ชาวบ้านนาป้อได้สืบทอดวิชาตีเหล็กทำมีดพร้ามาจากบรรพบุรุษ&nbsp;เหล็กที่ใช้ทำมีดพร้า ปัจจุบันนิยมใช้เหล็กผสมสำเร็จ และเหล็กแหนบรถยนต์ เชื้อเพลิงใช้ถ่านไม้ อุปกรณ์มีเตาเผา ทั่ง ค้อน การตีมีดจะใช้เหล็กดี ทำให้มีดมีความคม และใช้ทนทาน<br />
&nbsp; &nbsp; ๑.๒ ลักษณะของมีดพร้านาป้อตัวมีดทำด้วยเหล็กลักษณะมีดหัวโค้งงอโดยปลายสุดงอโค้งลงเป็นจะงอยการใส่ด้ามด้ามจะทำด้วยไม้ด้ามยาวขนาดจับเหมาะมือกระชับมือ รูปทรงสวยงาม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๑.๓&nbsp;&nbsp;ประเภทของมีดพร้านาป้อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; ๑) มีดพร้าหัวแหลม ส่งขายในจังหวัดยะลา และประเทศมาเลเซีย ใช้ตราเบตง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๒) มีดพร้าหัวแหลม ส่งขายในจังหวัดกระบี่ ใช้ตราจระเข้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๓) มีดพร้าหัวตัด ส่งขายในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสตูล จังหวัดพัทลุง ใช้ตรา ๕ ดาว&nbsp;และตรา ๒๒&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;๔) มีดพร้าหัวแหลม ส่งขายในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดชุมพร ใช้ตรา ๐๐๗<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๕) มีดพร้าภูเก็ต ส่งขายในจังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา จังหวัดระนอง ใช้ตราหน่อไม้และตราน้ำเต้า ขนาดของมีดพร้าที่ผลิตออกมาดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เบอร์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความยาวมีด &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;คมมีดกว้าง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คอมีดกว้าง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เส้นผ่าศูนย์กลางบ้องมีด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๐&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๑๕ นิ้ว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp; ๒.๕ นิ้ว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๓ นิ้ว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๓ นิ้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๑&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๑๔ นิ้ว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๒.๑ นิ้ว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๓&nbsp;นิ้ว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๓&nbsp;นิ้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๒&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๑๓ นิ้ว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp;๒ นิ้ว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๒.๕ นิ้ว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp;๒.๕ นิ้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๓&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๑๒ นิ้ว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp;๒ นิ้ว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๒.๕ นิ้ว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๒.๕ นิ้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๔&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๑๐ นิ้ว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; ๒ นิ้ว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๒.๕ นิ้ว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๒.๕ นิ้ว<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๑.๔ &nbsp;วิธีการใช้ นิยมใช้กันกว้างขวางสารพัดประโยชน์ ใช้สอยในชีวิตประจำวันของคนชนบท ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๑) เป็นอุปกรณ์ในการทำสวน ทำไร่นา ใช้งานถาง ฟันต้นไม้ ตัดหญ้า ปอกมะพร้าว ปอกผลไม้ต่าง ๆ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; ๒) ใช้เป็นอาวุธป้องกันตัว ผู้ชายชนบทในจังหวัดตรังและภาคใต้ จะนิยมใช้มีดพร้า เวลาจะออกจากบ้านทั้งไปสวนไร่นา และไปทำธุระอื่น ๆ ก็จะนำติดตัวไปด้วย</p>

<p><img alt="" src="https://trang.prd.go.th/cms/s114/u602/สินค้า OTOP/มีดพร้านาป้อ3.jpg" style="width: 980px; height: 352px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><strong>ประโยชน์</strong></span><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประโยชน์หลัก ๆ ของการทำมีดพร้านาป้อมีดังนี้คือ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๑.&nbsp; เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานต่าง ๆ ของชุมชน เช่น ทำไร่ทำนา&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๒. เพื่อเป็นอาชีพเสริม&nbsp;นอกจากทำรายได้ให้แล้ว ยังสามารถรักษาวัฒนธรรมที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษเอาไว้ ชาวนาป้อยังได้ผลิตจอบ เสียม ขวาน มีดกรีดยาง เพื่อใช้ในการเกษตรกรรมต่าง ๆ&nbsp; การผลิตมีดพร้านาป้อที่ถือเป็นการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมของชุมชน เพราะมีดทุกเล่มจากนาป้อ&nbsp;ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของคนท้องถิ่น&nbsp;&nbsp; &nbsp;</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/5/716aa547">https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/5/716aa547</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://trang.prd.go.th/th/file/get/file/20220608d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e140239.jpg' type='image/jpg' length='128570' />
</item>
</channel>
</rss>
